อัปเดต กันยายน 2026

โรงงานอาหารเสริมควรเลือกใช้ถาดร่อน Test Sieve ขนาดกี่ Mesh?

ถ้าไม่เคยเลือก Mesh มาก่อน ให้เริ่มจากสิ่งที่ต้องการคัดก่อน สำหรับ Test Sieve ในชุดขนาดมาตรฐานที่ใช้ในบทความนี้ เลข Mesh/No. สูงขึ้นจะมีช่องเปิดเล็กลง หน้านี้ช่วยเลือกช่วง 20–200 Mesh เพื่อทดลองเบื้องต้น ก่อนยืนยันขนาดช่องเปิดและมาตรฐานที่ใช้จริง

อ่านประมาณ 5 นาที ช่วงตัวอย่าง 20–200 Mesh ควบคุมคุณภาพ (QC) · ฝ่ายผลิต · จัดซื้อ · ผู้เริ่มต้น
เลื่อนเพื่ออ่านต่อ

Mesh คืออะไร? เข้าใจง่ายใน 1 นาที

คำตอบสั้น:
20–40 Mesh → คัดก้อน / ผงหยาบ
40–80 Mesh → ผงทั่วไป
80–120 Mesh → ผงละเอียด
100–200 Mesh → งานตรวจผงละเอียดมาก / ควบคุมคุณภาพ (QC)

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่ม ให้จำภาพรวมว่า ในชุด Test Sieve ที่อ้างอิงในหน้านี้ เลขต่ำมีช่องเปิดใหญ่กว่า และ เลขสูงมีช่องเปิดเล็กกว่า เช่น No.20 มีช่องเปิด 850 µm ขณะที่ No.100 มีช่องเปิด 150 µm

ผงจะผ่านหรือค้างอย่างไร? อนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่าช่องเปิดมีโอกาสผ่านได้ แต่ผลจริงยังขึ้นกับรูปร่างอนุภาค การจับตัวเป็นก้อน ความชื้น ปริมาณตัวอย่าง และวิธีร่อน จึงไม่ควรตัดสินจาก Mesh เพียงอย่างเดียว

Micron (µm) และ mm ช่วยอะไร? เป็นหน่วยขนาดช่องเปิดโดยตรง โดย 1,000 µm = 1 mm เช่น 150 µm = 0.15 mm จึงเหมาะสำหรับใช้ยืนยันสเปกมากกว่าอาศัยเลข Mesh อย่างเดียว

เบอร์ตะแกรง (Sieve No./Mesh) ขนาดช่องเปิดอ้างอิง ASTM E11 เทียบเป็นมิลลิเมตร ระดับความละเอียดโดยภาพรวม แนวทางเริ่มทดลอง
20850 µm0.850 mmหยาบคัดก้อนหรือผงหยาบ
40425 µm0.425 mmหยาบ–กลางผงค่อนข้างหยาบถึงผงทั่วไป
60250 µm0.250 mmกลางผงทั่วไป
80180 µm0.180 mmค่อนข้างละเอียดผงทั่วไปถึงผงละเอียด
100150 µm0.150 mmละเอียดผงละเอียด / งานเปรียบเทียบควบคุมคุณภาพ
120125 µm0.125 mmละเอียดขึ้นผงละเอียดมากขึ้น
20075 µm0.075 mmละเอียดมากงานตรวจผงละเอียดมาก / ควบคุมคุณภาพ (QC)

สำคัญ: ค่า 850, 425, 250, 180, 150, 125 และ 75 µm ในตารางเป็นขนาดช่องเปิดอ้างอิงของ ASTM E11 สำหรับ sieve designations ที่แสดง ส่วนช่วง 20–40, 40–80, 80–120 และ 100–200 Mesh เป็นแนวทางเริ่มทดลองของบทความนี้ ไม่ใช่ข้อกำหนดจาก ASTM, ISO หรือ อย. และไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์ QC โดยอัตโนมัติ

กฎจำง่าย:
1) อยากให้ผงผ่านง่ายขึ้น → ลด Mesh
2) อยากคัดละเอียดขึ้น → เพิ่ม Mesh
3) Mesh สูงสุดไม่ใช่ดีที่สุดเสมอ → ต้องดูว่าร่อนจริงได้หรือไม่

ไม่มีสเปกเลย เริ่มเลือก Mesh จากตรงไหน?

ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่และยังไม่มีสเปกเดิม ให้เริ่มจาก “ต้องการให้ตะแกรงทำอะไร” ก่อน ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากชื่อวัตถุดิบ

ต้องการทำอะไร เริ่มทดลอง ถ้าผลยังไม่ตรง หมายเหตุ
คัดก้อน / ผงหยาบ20–40 Meshถ้าของดีค้างมาก ให้ลด Meshเหมาะเป็นจุดเริ่มต้น
ผงทั่วไป40–80 Meshหยาบเกินไปเพิ่ม Mesh; ผ่านยากลด Meshช่วงใช้งานทดลองกว้าง
ต้องการผงละเอียด80–120 Meshดูทั้งความละเอียดและความเร็วในการร่อนควรทดลองกับของจริง
ตรวจผงละเอียดมาก / QC100–200 Meshอาจใช้หลายถาดร่วมกันต้องยืนยันวิธีทดสอบ/สเปก

วิธีทดลองแบบง่าย

  1. เลือก 2–3 ขนาดใกล้กัน เช่น 60, 80 และ 100 Mesh หรือ 80, 100 และ 120 Mesh
  2. ใช้ผงตัวอย่างปริมาณเท่ากันทุกครั้ง
  3. ร่อนด้วยเวลาและวิธีเดียวกัน
  4. ดูว่าผง “ค้างด้านบน” และ “ผ่านลงล่าง” มากน้อยแค่ไหน
  5. เลือกขนาดที่ให้ความละเอียดตามต้องการ แต่ยังร่อนง่ายและไม่ตันเกินไป

หมายเหตุ: วิธีนี้ใช้เพื่อหา “จุดเริ่มต้น” และเปรียบเทียบเบื้องต้น ไม่ใช่วิธีทดสอบ QC อย่างเป็นทางการ หากจะใช้เป็นเกณฑ์ตรวจรับสินค้า ต้องกำหนดวิธีทดสอบและเกณฑ์รับให้ชัดเจน

ตัวอย่างกรณีศึกษา: เลือก Mesh แบบเห็นภาพ

กรณีที่ 1: ผงวัตถุดิบมีเม็ดจับตัวเป็นก้อน
โรงงานต้องการคัดก้อนออกก่อนนำผงไปขั้นตอนถัดไป แต่ยังไม่ต้องการคัดละเอียดมาก

แนวทางทดลอง: เริ่มเปรียบเทียบ 20, 30 หรือ 40 Mesh ตามขนาดก้อนที่พบจริง
ถ้า 40 Mesh ทำให้ผงดีค้างมากเกินไป ให้ลองลดเป็น 30 หรือ 20 Mesh
สิ่งที่ต้องดู: ต้องคัดก้อนออกได้ โดยไม่ทำให้ผงดีสูญเสียมากเกินไป
กรณีที่ 2: ผงทั่วไป แต่ต้องการให้เนื้อผงสม่ำเสมอขึ้น
สูตรเดิมยังไม่มีข้อกำหนด Mesh ชัดเจน ฝ่ายผลิตต้องการหาช่วงที่ร่อนง่ายและให้ผงดูสม่ำเสมอขึ้น

แนวทางทดลอง: เปรียบเทียบ 60, 80 และ 100 Mesh ด้วยตัวอย่างปริมาณเท่ากัน
ถ้า 100 Mesh ร่อนช้ามาก แต่ 80 Mesh ให้ผลเพียงพอ อาจเลือก 80 Mesh เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการทดลองต่อ
สิ่งที่ต้องดู: ความละเอียดที่ได้ เทียบกับเวลาร่อนและการอุดตัน
กรณีที่ 3: สเปกเดิมระบุ 100 Mesh แต่สินค้าที่มีคือ 120 Mesh
เลขดูใกล้กัน แต่ 120 Mesh มีช่องเปิดเล็กกว่า จึงไม่ควรอนุมัติแทนกันทันที

แนวทางทดลอง: เทียบ ขนาดช่องเปิด (Opening Size), ทดลองกับวัตถุดิบเดิม และดูว่าปริมาณที่ผ่าน/ค้างเปลี่ยนหรือไม่
สิ่งที่ต้องดู: ถ้า 120 Mesh ทำให้ผงผ่านน้อยลงหรือใช้เวลานานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ก็ไม่ควรถือว่าแทน 100 Mesh ได้เพียงเพราะเลขใกล้กัน

หมายเหตุ: ตัวอย่างทั้ง 3 กรณีเป็นสถานการณ์สมมติสำหรับช่วยตัดสินใจเบื้องต้น ผลจริงขึ้นกับวัตถุดิบ ความชื้น รูปร่างอนุภาค วิธีร่อน และเงื่อนไขของโรงงาน

20, 40, 60, 80, 100, 120 และ 200 Mesh ต่างกันอย่างไร?

อย่าดูเฉพาะเลข Mesh ให้ดู ขนาดช่องเปิด (Opening Size) ร่วมด้วย เพราะเลขที่ดูใกล้กันอาจมีขนาดช่องต่างกันพอที่จะทำให้ผลการร่อนเปลี่ยน

ภาพจำ:
20–40 Mesh = กลุ่มหยาบ
40–80 Mesh = ผงทั่วไป
80–120 Mesh = กลุ่มละเอียด
100–200 Mesh = งานตรวจผงละเอียดมาก / ควบคุมคุณภาพ (QC)

ถ้าผงผ่านยากเกินไป ควรทำอย่างไร?

ลอง ลด Mesh ลงหนึ่งช่วง เช่น 120 → 100 หรือ 100 → 80 Mesh แล้วเปรียบเทียบใหม่ เพราะ Mesh ต่ำลงมีช่องใหญ่ขึ้นและช่วยให้ผงผ่านง่ายกว่า

ถ้าอยากคัดให้ละเอียดขึ้น ควรทำอย่างไร?

ลอง เพิ่ม Mesh ทีละช่วง เช่น 60 → 80 → 100 Mesh แล้วดูว่าได้ความละเอียดตามต้องการหรือไม่ โดยไม่ทำให้การร่อนช้าหรือตันมากเกินไป

Mesh สูงที่สุดดีที่สุดหรือไม่?

ไม่เสมอไป ถ้า 100 Mesh ให้ความละเอียดตามต้องการและร่อนง่ายอยู่แล้ว การเพิ่มเป็น 200 Mesh อาจทำให้ผงผ่านยากขึ้นโดยไม่เพิ่มประโยชน์ให้กับงานจริง

ก่อนสั่ง Test Sieve ต้องดูอะไรอีกนอกจาก Mesh?

  • ขนาดช่องเปิด (Opening Size): ใช้ค่า µm หรือ mm ยืนยันสเปก เช่น ASTM E11 No.100 = 150 µm ไม่ควรใช้เลข Mesh อย่างเดียว
  • ขนาดกรอบถาด: ต้องเข้ากับเครื่องเขย่า ชุดถาด และความสูงที่ใช้งานจริง
  • วัสดุ 304 หรือ 316: เลือกตามวัตถุดิบ สารทำความสะอาด คลอไรด์ อุณหภูมิ และข้อกำหนดของโรงงาน โดยทั่วไป 316 ทนการกัดกร่อนแบบรูเข็มในสภาพที่มีคลอไรด์ได้ดีกว่า 304 แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกงานต้องใช้ 316
  • ใช้ทดลองหรือใช้ควบคุมคุณภาพ (QC): ถ้าใช้เป็นเกณฑ์ตรวจรับหรือวิธีทดสอบที่ควบคุม ต้องระบุขนาดช่องเปิด มาตรฐาน วิธีร่อน เวลา ปริมาณตัวอย่าง และเกณฑ์ยอมรับให้ชัด
  • เอกสารและการตรวจสอบ: หากต้องการใบรับรอง การตรวจสอบ หรือการสอบเทียบ ต้องระบุให้ชัดก่อนสั่งซื้อ เพราะ Test Sieve แต่ละรายการอาจมีระดับเอกสารไม่เท่ากัน

Test Sieve กับตะแกรงที่อยู่ในเครื่องผลิตเหมือนกันไหม?

ไม่ใช่อุปกรณ์ชนิดเดียวกันโดยอัตโนมัติ Test Sieve ใช้ตรวจหรือจำแนกขนาดอนุภาคของตัวอย่างภายใต้วิธีทดสอบที่กำหนด ส่วนตะแกรงในเครื่องผลิตเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการและต้องรองรับอัตราการไหล แรงสั่น โหลดใช้งาน การอุดตัน และการทำความสะอาด

แม้จะเรียก 100 Mesh เหมือนกัน ก็ต้องตรวจขนาดช่องเปิด ขนาดลวด รูปแบบการสาน วัสดุ ความแข็งแรง และวิธีติดตั้งแยกต่างหากก่อนใช้แทนกัน

ตัวอย่างจากตารางตะแกรงเมชสแตนเลส PEL-201

ตารางด้านล่างเป็น ตัวอย่างจาก PEL-201 สำหรับตะแกรงลวดสานสแตนเลสอุตสาหกรรม เพื่อให้เห็นว่าเลข Mesh เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะเมื่อขนาดลวดต่างกัน ขนาดช่องเปิดและพื้นที่เปิดก็เปลี่ยนได้

จำนวนเมช หมายเลขลวด (อ้างอิง SWG) ขนาดลวด ขนาดช่องเปิด พื้นที่เปิด
20 Mesh300.31 mm0.96 mm57.1%
40 Mesh370.172 mm0.463 mm53.2%
60 Mesh380.152 mm0.271 mm41.0%
80 Mesh400.121 mm0.197 mm38.4%
100 Mesh420.101 mm0.153 mm36.3%
120 Mesh440.081 mm0.131 mm38.2%
150 Mesh460.061 mm0.108 mm40.8%
200 Mesh470.051 mm0.076 mm35.8%

ข้อสังเกต: PEL-201 เป็นตารางอ้างอิงสำหรับตะแกรงลวดสานอุตสาหกรรมแบบช่องสี่เหลี่ยม และบางจำนวน Mesh มีได้มากกว่าหนึ่งขนาดลวด จึงอาจมี Opening และ Open Area ต่างกันได้ ค่าในตารางนี้เป็นตัวอย่างรายการจาก PEL-201 ไม่ใช่ค่าตายตัวประจำ Mesh

สำหรับ Test Sieve: อย่านำ Opening จาก PEL-201 ไปใช้แทนค่าของ Test Sieve โดยตรง เพราะ Test Sieve ต้องตรวจตามมาตรฐานที่ระบุ เช่น ASTM E11 หรือ ISO 3310 การแยกสองระบบนี้ช่วยป้องกันการสั่งผิดสเปกระหว่าง “ถาดร่อนทดสอบ” กับ “ตะแกรงลวดสานในเครื่องผลิต”

Mesh เลขใกล้กัน ใช้แทนกันได้ไหม?

ไม่ควรถือว่าใช้แทนกันได้ทันที เพราะ Mesh ที่เลขใกล้กันยังมีขนาดช่องเปิดต่างกัน หากเป็นสเปกที่ฝ่ายควบคุมคุณภาพอนุมัติแล้ว ต้องประเมินผลกระทบและผ่านขั้นตอนอนุมัติการเปลี่ยนแปลงของโรงงานก่อน

กรณี ตอบแบบง่าย ควรทำอะไร
80 Mesh ↔ 100 Meshใกล้กันแต่ไม่เท่ากันเทียบ 180 µm กับ 150 µm และทดลองกับผงจริง
100 Mesh ↔ 120 Meshไม่ควรเปลี่ยนทันที120 Mesh ช่องเล็กกว่า อาจร่อนช้าหรือละเอียดเกินไป
100 Mesh → 200 Meshต่างกันมากประมาณ 150 µm เหลือ 75 µm ควรทดลองใหม่
Mesh เท่ากัน แต่ ขนาดช่องเปิด/มาตรฐานต่างกันอย่าถือว่าเท่ากันยืนยัน µm/mm และมาตรฐานก่อน
Test Sieve → ตะแกรงในเครื่องผลิตไม่แทนตรง ๆต้องตรวจลวด ความแข็งแรง การติดตั้ง และโหลดใช้งาน

สรุป: ถ้าสเปกเดิมไม่มีสินค้า ให้หา Mesh ที่ใกล้เคียงได้เพื่อ “ทดลองเทียบ” แต่ก่อนอนุมัติแทนกันต้องดู ขนาดช่องเปิด (Opening Size) วัตถุประสงค์ของการร่อน และผลจริงกับวัตถุดิบ

คำถามที่คนเริ่มต้นถามบ่อย

1. ถ้าไม่รู้สเปกเดิมเลย ควรเริ่มจากกี่ Mesh?

เริ่มจากหน้าที่ของการร่อนก่อน แล้วเลือก 2–3 ขนาดใกล้กันมาทดลอง เช่น ผงทั่วไปอาจเริ่ม 60/80/100 Mesh จากนั้นเทียบปริมาณผ่าน ปริมาณค้าง เวลา และการอุดตัน

2. 100 Mesh ละเอียดกว่า 80 Mesh ใช่หรือไม่?

ใช่ในชุดขนาด ASTM E11 ที่อ้างอิงในหน้านี้: No.80 = 180 µm และ No.100 = 150 µm ดังนั้น No.100 มีช่องเปิดเล็กกว่า

3. 200 Mesh ดีกว่า 100 Mesh หรือไม่?

ไม่เสมอไป No.200 มีช่องเปิด 75 µm จึงละเอียดกว่า No.100 ที่ 150 µm แต่ถ้าร่อนยากหรือละเอียดเกินความต้องการก็ไม่ได้ให้ประโยชน์เพิ่ม

4. 60 Mesh ใช้แทน 80 Mesh ได้ไหม?

ไม่ควรแทนจากเลขอย่างเดียว เพราะใน ASTM E11 ขนาดช่องต่างกัน 250 µm กับ 180 µm ต้องดูผลที่ต้องการและทดลองจริง

5. มีสเปกเดิม 100 Mesh แต่หาไม่ได้ ใช้ 120 Mesh แทนได้หรือไม่?

ต้องประเมินก่อน เพราะ No.100 = 150 µm ขณะที่ No.120 = 125 µm ถ้าเป็นสเปกควบคุมคุณภาพ (QC) ที่ใช้งานอยู่ ไม่ควรเปลี่ยนโดยไม่มีการอนุมัติ

6. ถ้าตะแกรงตัน ควรเพิ่ม Mesh หรือไม่?

โดยทั่วไปไม่ควรเพิ่มทันที เพราะช่องจะเล็กลง ควรตรวจความชื้น การจับตัวเป็นก้อน ปริมาณตัวอย่าง วิธีร่อน และลองลด Mesh หากวัตถุประสงค์อนุญาต

7. Test Sieve 100 Mesh กับตะแกรง 100 Mesh ในเครื่องผลิตคือของเดียวกันไหม?

ไม่จำเป็น ใน PEL-201 ซึ่งเป็นตารางตะแกรงลวดสานอุตสาหกรรม 100 Mesh สามารถอ้างอิงร่วมกับขนาดลวดและ Opening ของสเปกนั้น ส่วน Test Sieve 100 Mesh ต้องยืนยัน ขนาดช่องเปิดที่ระบุ (nominal aperture) ตามมาตรฐาน Test Sieve ที่ใช้ จึงไม่ควรถือว่าเป็นสเปกเดียวกันจากเลข 100 Mesh เพียงอย่างเดียว

8. Mesh กับ Micron แปลงกันได้ตายตัวหรือไม่?

ไม่ควรใช้สูตรแปลงทั่วไปเป็นสเปกสุดท้าย สำหรับ Test Sieve ให้ยืนยันขนาดช่องเปิดจากมาตรฐานของเบอร์ตะแกรงที่ใช้งานจริง

9. ต้องใช้ Test Sieve หลายขนาดพร้อมกันหรือไม่?

ไม่จำเป็นทุกงาน ถ้าต้องการเพียงตรวจผ่าน/ไม่ผ่านอาจใช้ขนาดเดียว แต่ถ้าต้องการดูการกระจายขนาด ควรใช้หลายถาดตามวิธีทดสอบที่กำหนด

10. ถ้าผงชื้นหรือจับตัวเป็นก้อน ควรแก้ด้วยการเปลี่ยน Mesh อย่างเดียวหรือไม่?

ไม่ควร เพราะความชื้นและการจับตัวเป็นก้อนทำให้ผลการร่อนเปลี่ยนได้ ควรควบคุมสภาพตัวอย่างและวิธีร่อนร่วมกับการเลือก Mesh

อ้างอิงที่ใช้ยืนยันหลักการ

แหล่งอ้างอิงต่อไปนี้ใช้ยืนยันขนาดช่องเปิด มาตรฐานของ Test Sieve และกรอบด้านอุปกรณ์การผลิตอาหาร ไม่ได้กำหนดว่าอาหารเสริมทุกชนิดต้องใช้ Mesh เท่ากัน

ตารางตะแกรงเมชสแตนเลส PEL-201

ตารางอ้างอิง PAPHAVIN สำหรับตะแกรงลวดสานสแตนเลสอุตสาหกรรม แสดงจำนวน Mesh หมายเลขลวด ขนาดลวด ขนาดช่องเปิด และพื้นที่เปิด ใช้เทียบสเปกตะแกรงลวดสาน ไม่ใช้แทนมาตรฐาน Test Sieve

ดูตารางอ้างอิง →
ASTM E11-24

มาตรฐานสำหรับผ้าตะแกรงลวดสานและ Test Sieve ใช้ยืนยันเบอร์ตะแกรง ขนาดช่องเปิด และข้อกำหนดการตรวจสอบของ Test Sieve

เปิดแหล่งอ้างอิง →
ISO 3310-1:2016

มาตรฐานข้อกำหนดทางเทคนิคและวิธีทดสอบสำหรับ Test Sieve ที่ใช้ผ้าตะแกรงลวดสานโลหะ โดยอ้างอิงขนาดช่องเปิดตาม ISO 565

เปิดแหล่งอ้างอิง →
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา — GMP 420

ใช้เป็นกรอบด้านวิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ และการเก็บรักษาอาหาร จึงเกี่ยวข้องกับความเหมาะสมและสุขลักษณะของอุปกรณ์ แต่ไม่ใช่ตารางกำหนด Mesh สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิด

เปิดแหล่งอ้างอิง →
PAPHAVIN ENGINEERING SUPPORT

ต้องการให้ช่วยตรวจสเปกตะแกรงก่อนขอราคา?

ส่งหน้าที่ของตะแกรง ขนาดที่ต้องการ วัสดุ จำนวน และสภาพการใช้งาน เพื่อช่วยตรวจความครบถ้วนของสเปกก่อนขอราคาหรือสั่งซื้อ

คำปรึกษาด้านเทคนิคโดยผู้เชี่ยวชาญ
ตรวจข้อมูลสเปกก่อนเสนอราคา
ตะแกรงอุตสาหกรรมโซลูชันงานวิศวกรรม
สั่งผลิตตามแบบสเปกและแบบทางวิศวกรรม
QR Code LINE PAPHAVIN LINE Official LINE ID: ppv9 สแกนเพื่อเพิ่มเพื่อนและส่งสเปก
HEAD OFFICE
สำนักงานใหญ่ 2/43 ซอยเพชรเกษม 114 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร 10160
ดูแผนที่และช่องทางติดต่อ →